Database for Coastal Environment

Department of Marine and Coastal Resources

Cetegory รายงาน (Report)

รายงานผลการดำเนินงาน กลุ่มสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง ปี 2552
2010-04-20 10:19:11

ติดตามตรวจสอบสภาพแวด ล้อมและมลภาวะชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดระนอง-สตูล

     คุณภาพน้ำช่วงปีงบประมาณ 2552 โดยรวมพบว่า คุณภาพน้ำช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนมีความแตกต่างกัน โดยฤดูฝนจะพบค่าสถานะต่ำกว่าฤดูแล้งในบางสถานี ได้แก่ หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา และบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง บริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล ซึ่งพบสถานะพอใช้ โดยสถานะคุณภาพน้ำช่วงฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน 2551) พบว่ามีสถานะดีมากและดี โดยพบสถานะดีมากมากกว่าเล็กน้อย (ภาพที่1-2) ซึ่งมักพบบริเวณหาดที่ยังคงสภาพธรรมชาติ มีการพัฒนาในพื้นที่น้อย รวมทั้งในพื้นที่อุทยานได้แก่ หาดบางเบน และหาดประพาส จังหวัดระนอง หาดท้ายเหมือง และหาดเขาปิหลาย จังหวัดพังงา แหลมพันวา จังหวัดภูเก็ต แหลมคอกวาง จังหวัดกระบี่ หาดเจ้าไหม และหาดสำราญ จังหวัดตรัง และบ้านทุ่งริ้น จังหวัดสตูล ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่มากกว่าพบค่าดัชนีต่ำกว่า เมื่อพิจารณาอิทธิพลของชายฝั่งจากการเก็บตัวอย่างในสถานีใกล้ฝั่ง ที่ 100 เมตร และ 500 เมตร ส่วนใหญ่มีสถานะไม่ต่างกัน ยกเว้นในพื้นที่ บ้านน้ำเค็ม หาดนพรัตน์ธารา และหาดยาว ซึ่งบริเวณไกลฝั่งมีสถานะดีกว่าใกล้ฝั่ง (แต่มีค่าดัชนีต่างกันเพียงเล็กน้อยอยู่ในช่วง 0.6-2.2) เมื่อพิจารณาค่าคุณภาพน้ำพบว่าที่สถานีใกล้ฝั่งมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างต่ำ กว่าไกลฝั่งเล็กน้อย (อยู่ในช่วง 0.11-0.49) แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลจากน้ำจืดบริเวณใกล้ฝั่งเนื่องจากช่วงที่เก็บตัวอย่าง บริเวณดังกล่าวเป็นช่วงน้ำลง แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีสถานะดีและไม่พบปัญหากับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เด่นชัด อาจเนื่องมาจากสภาพพื้นที่ที่เป็นทะเลเปิดและมีการขึ้นลงของน้ำวันละ 2 รอบ ทำให้มีการเจือจางมลพิษบริเวณชายฝั่งทะเลได้อย่างดี ส่วนสถานะคุณภาพน้ำช่วงฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม 2552) พบสถานะดีมาก ดี และพอใช้ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน (ภาพที่1-2) โดยพบสถานะพอใช้บริเวณหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา และบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง ได้แก่ แหลมสัก หาดคลองเนิน และท่าเรือลันตา จังหวัดกระบี่ หาดสำราญ ท่าเรือบ่อม่วง จังหวัด ตรัง บ้านทุ่งริ้น และหาดปากบารา จังหวัดสตูล  เมื่อพิจารณาค่าคุณภาพ น้ำพบปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียมีค่าเกินมาตรฐานน้ำทะเล (มากกว่า 1,000 MPN/100ml) บริเวณหาดท้ายเหมือง และท่าเรือลันตา ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีชุมชนริมฝั่งจำนวนมาก พบปริมาณตะกอนแขวนลอยสูง (อยู่ในช่วง 64.5-380.3 มิลลิกรัมต่อลิตร) บริเวณแหลมสัก หาดคลองเนิน หาดสำราญ บ้านทุ่งริ้น และหาดปากบารา โดยมีค่าสุงสุดที่หาดสำราญ อาจเนื่องมาจากการเก็บตัวอย่างในช่วงน้ำลงซึ่งในบางสถานีน้ำจะตื้นมาก นอกจากนี้พบค่าความเป็นกรดเป็นด่างค่อนข้างต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับการเก็บตัวอย่างในช่วงน้ำลงที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำจืดจาก ฝั่งโดยเฉพาะบริเวณใกล้ฝั่ง (ความเค็มมีค่าในช่วง 27-29 องศาเซลเซียส) จากการพิจารณาอิทธิพลของชายฝั่งจากการเก็บตัวอย่างในสถานีใกล้ฝั่ง ที่ 100 เมตร และ 500 เมตร พบว่าบริเวณใกล้ฝั่งมีค่าดัชนีต่ำกว่าไกลฝั่ง มักพบสถานะพอใช้ในขณะที่ไกลฝั่งมักพบสถานะดีมากและดี โดยน้ำจากฝั่งส่งผลกับคุณภาพน้ำบริเวณชายฝั่งในด้านของแบคทีเรีย ตะกอน ความเค็ม รวมทั้งความเป็นกรดเป็นด่าง จึงมีสถานะคุณภาพน้ำต่ำกว่าไกลฝั่งด้านนอก แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมไม่พบปัญหาที่เด่นชัด ยกเว้นปัญหาด้านปริมาณแบคทีเรียที่เกินมาตรฐาน นอกจากนี้ปริมาณตะกอนแขวนลอยที่มีค่าสูง จากผลการศึกษาบางสถานีมีค่าสถานะคุณภาพน้ำเพียงค่าเดียวที่ระยะใกล้ฝั่ง เนื่องจากไม่สามารถนำเรือเล็กออกเก็บตัวอย่างด้านนอกฝั่งได้ เนื่องจากสภาวะคลื่นลมแรงในบางสถานี และลักษณะทางสัณฐานวิทยาของหาดที่ชัน ทำให้คลื่นม้วนตัวและเป็นอันตรายได้จากการนำเรือเล็กออกจากฝั่ง ซึ่งได้แก่บริเวณ หาดบางสัก หาดบางเบ้า และหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ส่วนหาดปากเม็ง และหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง เป็นช่วงที่มีพายุเข้าทำให้ได้ข้อมูลเพียงค่าเดียว แต่อย่างไรก็ตามได้มีการจดบันทึกวิธีการเก็บตัวอย่าง รวมทั้งสภาพอากาศ ในช่วงที่ดำเนินการสำรวจและศึกษาคุณภาพน้ำ และนำข้อมูลจากการศึกษาที่ผ่านมามาวิเคราะห์เปรียบเทียบในการสรุปผลให้ถูก ต้องใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริง 

 

       จากสถานะคุณภาพน้ำโดยรวมในพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ในปีงบประมาณ 2552 พบว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 (ฤดูแล้ง) มีสถานะดีกว่าช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 (ฤดูฝน) โดยพบสถานะคุณภาพน้ำพอใช้ช่วงฤดูฝน ซึ่งเกิดจากแหล่งกำเนิดมลพิษจากแผ่นดินบริเวณแนวชายฝั่งทะเลที่มีการใช้ ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพน้ำ ได้แก่การปนเปื้อนของแบคทีเรียในแหล่งน้ำจากน้ำทิ้งจากฝั่งที่ปล่อยลงสู่ชาย ฝั่งทะเล โดยแบคทีเรียดังกล่าวบ่งบอกถึงความสกปรกของแหล่งน้ำ จากค่าที่เกินมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลทั้ง 6 ประเภทการใช้ประโยชน์ ได้แก่ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งปะการัง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การนันทนาการ การอุตสาหกรรมและท่าเรือ และเขตชุมชน ซึ่งกำหนดให้มีค่าไม่เกิน 1,000 MPN/100ml อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลได้ จึงเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญในการดูแลจัดการน้ำทิ้งที่ปล่อยลงสู่ชาย ฝั่งทะเลให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้ง และการเฝ้าระวังไม่ให้สถานะแย่ลง จากการออกปฏิบัติการภาคสนามในเดือนพฤษภาคม 2552 บริเวณฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง ซึ่งเป็นช่วงที่มีพายุ และมีฝนตกหนัก คลื่นลมแรง ได้พบการสะพรั่งของแพลงก์ตอนชนิด Noctiluca scintillant ตลอดแนวชายฝั่งตั้งแต่จังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล สำหรับสาเหตุการเกิดอาจเนื่องมาจากการชะล้างของสารอาหารในช่วงฤดูฝนลงบริเวณ ชายฝั่ง ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชน้ำ จึงเกิดการสะพรั่งจำนวนมาก และเป็นที่น่าสังเกตว่าพบปริมาณออกซิเจนละลายน้ำบริเวณสถานีที่เก็บตัวอย่าง ช่วงเช้า (อยู่ในช่วง 4.99-5.49 มิลลิกรัมต่อลิตร) มีค่าต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น (อยู่ในช่วง 5.58-7.00 มิลลิกรัมต่อลิตร) อาจเนื่องมาจากการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชดังกล่าว ทำให้มีปริมาณออกซิเจนต่ำในช่วงเช้า แต่อย่างไรก็ตามไม่พบปัญหาต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริเวณดัง กล่าว อาจเพราะลักษณะพื้นที่ซึ่งเป็นทะเลเปิด และการขึ้นลงของน้ำ 2 รอบ มีการพัดพาของกระแสน้ำดี นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ปัจจัยด้านตะกอนแขวนลอยซึ่งมีค่าสูงในบางสถานีอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากร รวมทั้งระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งได้ โดยเฉพาะปะการังและหญ้าทะเล โดยการเกิดดังกล่าวต่างมาจากปัจจัยของแหล่งกำเนิดมลพิษจากฝั่ง จึงควรเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

     ดำเนินการเก็บตัวอย่างตะกอนดินจำนวน 21 สถานี เก็บปีละ 2 ครั้ง ได้แก่เดือนพฤศจิกายน 2551 (ฤดูแล้ง) และเมษายน 2552 (ฤดูฝน) ลักษณะตะกอนดินโดยรวมเป็น Medium sand การคัดขนาดตะกอนดินไม่ดี (Poorly sorted) เนื่องจากขนาดตะกอนแต่ละสถานีมีตะกอนหลายๆ ขนาดผสมผสานกันอยู่   เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของขนาดตะกอนทั้ง 2 ฤดูกาลบริเวณชายฝั่งอันดามัน พบว่าขนาดตะกอนแต่ละสถานีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ ขนาดตะกอนดินในเดือนพฤศจิกายน 2551 (ฤดูแล้ง) บริเวณหาดบางสัก หาดท้ายเหมืองใต้ หาดบางบ่อและบ้านทุ่งริ้น มีลักษณะตะกอนเป็น Coarse sand ในบริเวณหาดบ้านน้ำ เค็ม หาดบางเบ้า หาดท่าเรือเกาะลันตา หาดปากบารา และหาดคลองเนินตะกอนดินมีลักษณะเป็น Medium sand บริเวณหาดท้ายเหมืองเหนือ และหาดปากเม็งตะกอนมีลักษณะเป็น Fine sand ส่วนบริเวณหาดเจ้าไหม หาดสำราญ และหาดคอกวางลักษณะตะกอนเป็น Very fine sand ส่วนลักษณะตะกอนในเดือนเมษายน 2552 (ฤดูฝน) บริเวณหาดชาญดำริ  หาดบางเบ้า หาดแหลมพันวา หาดนพรัตน์ธารา หาดท่าเรือเกาะลันตา และหาดบ้านทุ่งริ้นตะกอนมีลักษณะเป็น Coarse sand บริเวณหาดบางสัก หาดท้ายเหมืองเหนือ หาดเขาปิหลาย หาดบ่อม่วง หาดปากบารา และหาดคลองเนิน ตะกอนมีลักษณะเป็น Medium sand บริเวณ หาดบางเบน หาดประพาส หาดท้ายเหมืองใต้ หาดยาว หาดปากเม็ง และหาดสำราญ ลักษณะตะกอนเป็น Fine sand ส่วนบริเวณหาดคอกวาง และหาดเจ้าไหมตะกอนดินเป็น Very fine sand  

     ปริมาณอินทรีย์สารในตะกอนดินของชายฝั่งอันดามัน โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.3 – 4.4 เปอร์เซ็นต์ บริเวณที่พบปริมาณอินทรีย์สารในตะกอนดินสูงคือ บริเวณหาดเจ้าไหม หาดปากเม็ง หาดท้ายเหมืองเหนือ และหาดท้ายเหมืองใต้ (ค่าเฉลี่ย 4.41, 4.18, 4.17 และ 4.06 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ) ส่วนบริเวณที่มีปริมาณอินทรีย์สารในดินต่ำคือ บริเวณหาดปากบารา (ค่าเฉลี่ย 0.32 เปอร์เซ็นต์) ส่วนในฤดูฝนปริมาณอินทรีย์สารสูงกว่าฤดูแล้ง โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.7 – 5 เปอร์เซ็นต์ บริเวณที่พบว่ามีปริมาณอินทรีย์สารสูงคือ บริเวณท่าเทียบเรือเกาะลันตา หาดบ้านน้ำเค็ม และหาดปากบารา (มีค่าเฉลี่ย 4.94, 4.1 และ 4.01 เปอร์เซ็นต์) ส่วนบริเวณที่มีอินทรีย์สารต่ำคือ บริเวณหาดเจ้าไหม (เฉลี่ย 1.67 เปอร์เซ็นต์)

ติดตามตรวจสอบสภาพแวด ล้อมชายฝั่งทะเลรอบเกาะภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

     ดำเนินการเก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำบริเวณชายฝั่งรอบเกาะภูเก็ตจำนวน 23 สถานี ปีละ 6 ครั้ง (ทุก 2 เดือน) ในเดือน ต.ค. และ ธ.ค. 2551 เดือน ก.พ. เม.ย. มิ.ย. และ ส.ค. 2552 (ภาพที่ 2-4) โดยพื้นที่ชายฝั่งทะเลรอบเกาะภูเก็ตมีการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ทั้งการท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย ท่าเทียบเรือและสะพานปลา โดยฝั่งตะวันตกของส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว สถานประกอบการ และชุมชน จากการศึกษาคุณภาพน้ำเมื่อพิจารณาโดยรวมพบว่าฝั่งตะวันตกมีสถานะค่อนข้างดี กว่าฝั่งตะวันออก เนื่องจากพบสถานะพอใช้บางสถานีเท่านั้น ส่วนฝั่งตะวันออกพบสถานะพอใช้เกือบทุกสถานี แต่ปัจจัยคุณภาพน้ำที่เป็นปัญหามีความแตกต่างกันตามลักษณะพื้นที่และการใช้ ประโยชน์ (ภาพที่ 2-1) เมื่อพิจารณารายปีตามช่วงฤดูกาลพบว่า ช่วงฤดูแล้งมีสถานะดีมากมากกว่าช่วงฤดูฝน โดยช่วงฤดูฝนมักเปลี่ยนสถานะเป็นดี เมื่อพิจารณาค่าคุณภาพน้ำพบว่าช่วงฤดูฝนมักมีปริมาณสารอาหารประเภทไนโตรเจน ค่อนข้างสูง นอกจากนี้พบปริมาณแบคทีเรียและตะกอนค่อนข้างสูงในบางพื้นที่ (ภาพที่ 2-2) เมื่อพิจารณารายสถานีพบสถานะคุณภาพน้ำฝั่งตะวันตกของเกาะส่วนใหญ่อยู่ใน ระดับดีมากและดี พบสถานะพอใช้ในบางบริเวณ ได้แก่ หาดกมลา หาดป่าตอง และหาดกะตะตอนใต้ ซึ่งสอดคล้องกับปี 2551 ในช่วงต้นฤดูแล้งของปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มฤดูกาลท่องเที่ยวพบสถานะพอใช้ใน พื้นที่หาดป่าตอง เมื่อพิจารณาปัจจัยคุณภาพน้ำพบว่ามีปริมาณสารอาหารประเภทไนโตรเจนและปริมาณ โคลิฟอร์มแบคทีเรียสูง และพบสถานะเสื่อมโทรมบริหาดหาดกมลา เมื่อพิจารณาปัจจัยคุณภาพน้ำพบว่ามีปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียสูงเกินมาตรฐาน คุณภาพน้ำทะเล และมีปริมาณสารอาหารประเภทไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง และช่วงฤดูฝน (เดือน เม.ย. มิ.ย. และ ส.ค. 2552) พบสถานะพอใช้ทั้ง 3 พื้นที่ ได้แก่ หาดกมลา หาดป่าตอง และหาดกะตะ เมื่อพิจารณาปัจจัยคุณภาพน้ำบริเวณหาด กมลาพบว่ามีปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียสูงถึงสูงเกินมาตรฐาน และมีสารอาหารประเภทไนโตรเจนสูง หาดป่าตองพบปริมาณสารอาหารประเภทไนโตรเจนสูง ส่วนหาดกะตะพบปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียสูงเกินมาตรฐาน ปัจจัยเหล่านี้ต่างก็มีแหล่งกำเนิดจากแผ่นดิน โดยพื้นที่ดังกล่าวข้างต้นที่เป็นปัญหาต่างมีคลองรวบรวมน้ำทิ้งเชื่อมต่อกับ แนวชายฝั่งทะเลที่มีการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ชายฝั่งทะเล และเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว มีสถานประกอบการ รีสอร์ท ร้านอาหาร รวมทั้งชุมชนอยู่อย่างหนาแน่น ส่งผลถึงปริมาณน้ำทิ้งจำนวนมากที่มีปริมาณสารอาหารและแบคทีเรียสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนซึ่งมีฝนตกมาก อาจเนื่องมาจากการชะล้างน้ำเสียจากแผ่นดินลงสู่บริเวณชายฝั่งทะเล เมื่อเปรียบเทียบในพื้นที่และช่วงเวลา เดียวกันพบว่ามีสถานะคุณภาพน้ำแย่ลงกว่าในปีงบประมาณ 2551 โดยเฉพาะในพื้นที่หาดกมลาและกะตะ ซึ่งปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น  โดยต่างก็เป็นหาดที่ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่อง เที่ยวชาวต่างชาติมากขึ้น เนื่องจากสงบและไม่พลุกพล่านเหมือนหาดป่าตอง แต่จึงต้องมีการดูแลและ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยผลการศึกษาในปีงบประมาณ 2552 มีความสอดคล้องกับปีงบประมาณ 2550 และ 2551 ทั้งในด้านของพื้นที่ได้แก่ พื้นที่หาดป่าตอง หาดกะตะ และหาดกมลา รวมทั้งช่วงเวลาการเกิดดังกล่าว ซึ่งต้องมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องต่อไป



     ส่วนสถานะคุณภาพน้ำบริเวณฝั่งตะวันออกของเกาะส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีและพอใช้ พบสถานะพอใช้บริเวณหาดป่าคลอก แหลมหิน เกาะสิเหร่ และปากคลองบางใหญ่ ซึ่งพบสถานะเสื่อมโทรมด้วยในเดือนตุลาคม 2551 และเดือนมิถุนายน 2552 เมื่อพิจารณาปัจจัยคุณภาพน้ำบริเวณหาดป่าคลอกพบว่ามีปริมาณตะกอนแขวนลอยและ สารอาหารประเภทไนโตรเจนสูง เช่นเดียวกับบริเวณแหลมหินและเกาะสิเหร่ นอกจากนี้ยังพบปริมาณแบคทีเรียสูงถึงสูงเกินมาตรฐานที่สถานีแหลมหิน ส่วนปากคลองบางใหญ่พบปริมาณแบคทีเรียสูงเกินมาตรฐาน รวมทั้งสารอาหารประเภทไนโตรเจนสูงมาก ทำให้มีสถานะเสื่อมโทรม และยังพบตะกอนแขวนลอยสูงเกือบทั้งปี โดยรวมฝั่งตะวันออกพบพื้นที่ที่เป็นปัญหาหลักได้แก่ หาดป่าคลอก แหลมหิน เกาะสิเหร่ และปากคลองบางใหญ่ และปัจจัยคุณภาพน้ำที่ควรเฝ้า ระวังได้แก่ สารอาหารและแบคทีเรีย ซึ่งมีแหล่งที่มาจากน้ำทิ้งจากฝั่งลงสู่ทะเล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชน ร้านอาหาร บริเวณปากคลองบางใหญ่เป็นแหล่งรองรับน้ำทิ้งแหล่งใหญ่จากชุมชนเมืองภูเก็ต ผ่านคลองบางใหญ่ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหามากในด้านสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง พบการสะพรั่งของสาหร่ายสีเขียวบ่อยครั้ง ซึ่งใช้สารอาหารในน้ำและปัจจัยที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตอื่น ๆ ทำให้สาหร่ายเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึง ส.ค. 2552 พบการสะพรั่งอย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 2-3) นอกจากนี้ยังพบการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชชนิด Noctiluca scintillant ตลอดแนวชายฝั่งด้านตะวันออก ช่วงเดือนมิถุนายน 2552 ซึ่งช่วงนั้นมีพายุฝนตกหนัก อาจมีจากการชะล้างของสารอาหารลงบริเวณชายฝั่งในปริมาณมาก ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตจึงเกิดการสะพรั่งจำนวนมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าพบการสะพรั่งเช่นเดียวกันจากการออกภาคสนามบริเวณชายฝั่ง ทะเลอันดามันในเดือนพฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่ใกล้เคียงกัน อาจมีการสะพรั่งต่อเนื่องตลอดแนวชายฝั่งในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือน พ.ค. – ส.ค. 2552 ซึ่งไม่ได้ออกสำรวจในช่วงเวลาอื่น แต่อย่างไรก็ตามไม่พบปัญหากับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในช่วงดังกล่าว ส่วนปัจจัยตะกอนก็เป็นปัญหาหลักทางฝั่งตะวันออก เนื่องจากลักษณะพื้นที่ฝั่งตะวันออกมีคลื่นลมแรงจึงทำให้น้ำมีความขุ่นสูง จากการศึกษาที่ผ่านมาในปีงบประมาณ 2550 และ 2551 พบพื้นที่ที่มักเกิดปัญหามลพิษ ได้แก่ แหลมหิน เกาะสิเหร่ และปากคลองบางใหญ่ ยกเว้นหาดป่าคลอกซึ่งมีสถานะพอใช้เกือบตลอดปีงบประมาณ 2552 โดยพื้นที่เหล่านี้ต่างเป็นพื้นที่เดิม ๆ ที่มีปัญหาจึงควรเฝ้าระวังและดูแลจัดการน้ำทิ้งและด้านสาธารณสุขในพื้นที่มี ประสิทธิภาพ เพื่อการบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายฝั่งดังกล่าว ถึงแม้พื้นที่ฝั่งตะวันออกไม่ใช่พื้นที่สำคัญทางเศรฐกิจด้านการท่องเที่ยว หลักของภูเก็ต แต่ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งซึ่งมี ความสำคัญ ที่มีการใช้ประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะทรัพยากรสัตว์น้ำ ซึ่งต้องมีการติดตามตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องต่อ

     เก็บตัวอย่างตะกอนดิน 18 สถานี ปีละ 6 ครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2551 เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน มิถุนายน และกรกฏาคม 2552 พบว่าขนาดตะกอนดินบริเวณรอบกะภูเก็ตมีขนาดตั้งแต่ Medium sand – Fine sand เมื่อพิจารณาความแตกต่างของขนาดตะกอนแต่ละสถานี ใน 6 เดือน พบว่า ขนาดตะกอนมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาที่ทำการศึกษา แต่ปริมาณอินทรีย์สารในแต่ละเดือนไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ กล่าวคือ ในเดือนพฤศจิกายน 2551 เดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม 2552 (ฤดูแล้ง) ขนาดตะกอนดินโดยรวมมีลักษณะเป็น Medium sand มีการผสมผสานของขนาดตะกอนดินแตก ต่างกัน (Poorly sorted) ยกเว้นเดือนเมษายน 2552 ที่ลักษณะตะกอนเป็น Fine sand ส่วนเดือนเมษายน มิถุนายน และกรกฏาคม 2552 (ฤดูฝน) ขนาดตะกอนดินโดยรวมมีลักษณะเป็น Medium sand การผสม ผสานของขนาดตะกอนดินแตกต่างกัน (Poorly sorted)

     ปริมาณอินทรีย์สารในช่วงฤดูแล้งค่อนข้างสูงกล่าฤดูฝน โดยมีปริมาณอินทรีย์สารมาในต้นฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน 2551) และลดลงในปลายฤดูแล้ง (เดือนมีนาคม 2552) (ค่าเฉลี่ย 4.26, 3.35 และ 2.85 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ) ในขณะที่ฤดูแล้งมีปริมาอินทรีย์สารต่ำ และไม่คงที่ตลอดช่วงฤดูฝน โดยเดือนมิถุนายนมีปริมาณอินทรีย์สารสูง รองลงมาเดือนกรกฏาคม และเมษายน 2552 ตามลำดับ (ค่าเฉลี่ย 3.27, 2.02 และ 1.93 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ)